• ข่าวและกิจกรรม
  • ศูนย์รับรองคุณวุฒิวิชาชีพสาขา
  • คู่มือมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพสาขา
  • Links
  • ติดต่อเรา
  • กรอบแนวคิดสำหรับมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพสาขาวิจัย

    จากการศึกษาข้อมูลของประเทศที่เป็นตัวอย่างที่ดี (Best Practice) ในเรื่องของการจัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพนักวิจัย ได้แก่ Researcher Development Framework (RDF) และ Cambridge Researcher Development Framework (CamRDF) ของประเทศอังกฤษ National Competency Standards Framework for Pharmacists in Australia 2016 และ The Australian Qualifications Framework (AQF) ของประเทศออสเตรเลีย NPA Core Competencies ของประเทศสหรัฐอเมริกา รวมทั้ง Singapore Standard Occupational Classification 2015 และ The Singapore Workforce Skill Qualification (WSQ) ของประเทศสิงคโปร์ รวมทั้งการรับฟังความคิดเห็นจากคณะรับรองมาตรฐานอาชีพ คณะทำงาน และผู้ทรงคุณวุฒิ ในงานสัมมนาเพื่อนำเสนอผลการศึกษาวิเคราะห์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 พฤศจิกายน 2560 คณะที่ปรึกษาได้พิจารณาทบทวนและปรับแก้กรอบแนวคิดสำหรับการจัดทำมาตรฐาน อาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพนักวิจัยดังแสดงในภาพด้านล่าง

    กรอบแนวคิดนี้มีปัจจัยที่สำคัญ คือ การมีจริยธรรมและการปฏิบัติตามข้อกฎหมาย (Ethics & Legal Requirements) ซึ่งอยู่ตรงกลางของกรอบแนวคิด และเป็นปัจจัยพื้นฐานของสมรรถนะนักวิจัยทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่จัดไว้อย่างเป็นระบบ (Scientific Knowledge) ศักยภาพการวิจัย (Research Capacity) การสื่อสารงานวิจัย (Adaptable Research Communication) และคุณลักษณะของบุคคล (Personal Quality)

    1. การมีจริยธรรมและการปฏิบัติตามข้อกฎหมาย (Ethics & Legal Requirements) หมายถึง นักวิจัยจะต้องสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสุขภาพและความปลอดภัย หลักจริยธรรม จรรยาบรรณ ข้อกฎหมาย หลักการ และความยั่งยืนของการวิจัย ไม่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เคารพและเก็บรักษาความลับของผู้ให้ข้อมูล เป็นผู้ร่วมวิจัยที่ดี และปฏิบัติงานวิจัยอย่างเหมาะสม โดยองค์ประกอบสำคัญที่นักวิจัยต้องคำนึงถึงมีดังนี้

    1.1 มาตรฐานจรรยาบรรณ (Ethical Standard) หมายถึง การส่งเสริมและเสริมสร้างการวิจัยที่มีจรรยาบรรณ และสามารถจัดการกับประเด็นด้านจริยธรรมที่เกิดขึ้นระหว่างทำการศึกษาวิจัยได้

    1.2 ข้อกำหนดทางกฎหมาย (Legal Requirements) หมายถึง การปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้อบังคับ หลักเกณฑ์ จรรยาบรรณ และมาตรฐานอาชีพ ปฏิบัติงานอยู่ภายใต้ข้อกำหนดทางกฎหมายทั่วไป เคารพและปกป้องสิทธิส่วนบุคคลของผู้ให้ข้อมูล

    1.3 ข้อกำหนดด้านการวิจัย (Research Regulations) หมายถึง ข้อกำหนดพื้นฐานและเฉพาะในการวิจัยทุกสาขา รวมไปถึงการปกป้องและการรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นทั้งปัจจุบันและในอดีต โดยใช้ระบบที่เหมาะสมปลอดภัยในการจัดเก็บ เข้าถึง และทำลายข้อมูล อีกทั้งการเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ต้องได้รับการยินยอมจากผู้ให้ข้อมูล โดยทำการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบทั้งข้อมูลที่เปิดเผยได้ เคยเปิดเผยได้ และห้ามเปิดเผย ข้อกำหนดงานวิจัยพื้นฐานประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่
    - ความเป็นเจ้าของข้อมูลและการเผยแพร่ข้อมูล หมายถึง การรู้จักแบ่งปันข้อมูลที่จำเป็นแก่นักวิจัยคนอื่น เช่น ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรม ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายที่ครอบคลุมทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิบัตร และลิขสิทธิ์ เป็นต้น
    - การตีพิมพ์งานวิจัยและความรับผิดชอบของผู้เขียนงานวิจัย หมายถึง นักวิจัยต้องปฏิบัติตามเกณฑ์การทำงานวิจัย และต้องรับผิดชอบในงานวิจัยที่ตีพิมพ์
    - การวิจัยในมนุษย์ หมายถึง นักวิจัยต้องมีความรู้ความเข้าใจหลักการทางจริยธรรมในการทำวิจัยกับมนุษย์ ต้องได้รับความยินยอมและให้ความสำคัญกับการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล เป็นความลับ หน่วยงานที่มีภารกิจด้านการวิจัยต้องมีคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ร่วมพิจารณาข้อเสนอโครงการและติดตามการดำเนินโครงการวิจัย เพื่อให้การดำเนินการวิจัยถูกต้องตามหลักจริยธรรม
    - การวิจัยในสัตว์ หมายถึง นักวิจัยต้องมีความรู้ความเข้าใจหลักจริยธรรมและนโยบายของรัฐในการทำการทดลองกับสัตว์ และมีคณะกรรมการกำกับดูแลการเลี้ยงและใช้สัตว์ของสถาบัน
    - การหลีกเลี่ยงการละเมิดจริยธรรมของการวิจัย
    - การหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน หมายถึง นักวิจัยต้องสามารถจัดการกับความขัดแย้งทางความคิดระหว่างผู้ร่วมวิจัย ความขัดแย้งในเป้าหมาย ความขัดแย้งทางการเงิน ความขัดแย้งในผลกำไรและสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และปัญหาการเก็บความลับและอคติจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก

    1.4 ความรับผิดชอบ (Responsibility) หมายถึง ความรับผิดชอบต่อชุมชน/สังคม/ประเทศ/สังคมโลกของนักวิจัยในกระบวนการวิจัยทั้งระบบ กล่าวคือ นักวิจัยต้องคำนึงถึงผลกระทบของกระบวนการดำเนินการวิจัยที่มีต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดความสุขและความยั่งยืน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดจากการพัฒนางานวิจัยเป็นสำคัญ

    2. สมรรถนะด้านความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่จัดไว้อย่างเป็นระบบ (Scientific Knowledge) หมายถึง ความรู้ทางด้านการวิเคราะห์และการค้นคว้าข้อมูล รวมถึงระเบียบวิธีวิจัย ผ่านการวิเคราะห์เพื่อกำหนดคำถามเชิงวิทยาศาสตร์ การตั้งสมมติฐานอันเหมาะสมที่สามารถทดสอบได้ และการตีความและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา โดยคำนึงถึงบริบทของงานวิจัยที่ประกอบไปด้วยช่องว่าง ข้อโต้แย้ง ข้อจำกัด และความท้าทายของข้อมูล สามารถแบ่งเป็น 3 ทักษะย่อย ได้แก่

    2.1 ฐานความรู้ (Knowledge Base) หมายถึง ความรู้พื้นฐานในสาขาวิชาที่นักวิจัยมีความเชี่ยวชาญ การวิจัยโดยใช้ความรู้เป็นฐานปราศจากอคติ เป็นสิ่งที่สามารถเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางวิชาการได้

    2.2 การเชื่อมโยงความรู้กับบริบทแวดล้อม (Broader Field Knowledge) หมายถึง การมีพื้นฐานความรู้รอบตัวที่หลากหลายในภาพกว้าง โดยผ่านประสบการณ์ การฝึกอบรม การเรียนในห้องเรียน เป็นต้น ไม่ยึดติดแต่เพียงความชำนาญของตนเอง และสามารถเชื่อมโยงความรู้ที่มีอยู่เข้ากับความเป็นจริงและบริบทแวดล้อมได้

    2.3 สหวิทยาการ (Interdisciplinary Knowledge) หมายถึง การเชื่อมโยงแต่ละศาสตร์อย่างเป็นเนื้อเดียวกัน ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่จนสามารถนำไปสู่การอธิบายปรากฎการณ์ต่าง ๆ ที่ศึกษาได้ อีกทั้งมีความรู้ที่หลากหลายกว้างขวาง มีการค้นหาแง่มุมใหม่ๆ ในการนำทฤษฎีไปปรับใช้กับงานวิจัย และสามารถต่อยอดความรู้จากการศึกษางานวิจัยอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อแสดงให้เห็นถึงความรู้/ทฤษฎีใหม่

    3. สมรรถนะด้านศักยภาพการวิจัย (Research Capacity) หมายถึง การมีทักษะการวิจัยเชิงลึกที่มีความหลากหลายและซับซ้อนยิ่งขึ้น มีเทคนิควิธีการสร้างงานวิจัยที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ โดยนักวิจัยต้องออกแบบการทดลองที่คำนึงถึงความปลอดภัย วิเคราะห์และตีความหมายข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ปราศจากอคติ มีการวิเคราะห์เชิงสถิติที่เที่ยงตรง รวมทั้งมีความสามารถในการสืบค้นและคัดกรองข้อมูลที่สำคัญสำหรับการทบทวนวรรณกรรม สามารถแบ่งเป็น 3 ทักษะย่อย ได้แก่

    3.1 ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodologies) หมายถึง นักวิจัยต้องมีวิธีการค้นหาคำตอบ ที่ทำเป็นกระบวนการ มีแบบแผนของการวิจัยที่เริ่มตั้งแต่การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการนำเสนอข้อมูลอย่างมีขั้นตอน

    3.2 การประเมินโครงการ (Project Evaluation) หมายถึง นักวิจัยต้องสามารถตัดสินคุณค่าของโครงการ โดยอาศัยตัวชี้วัด และนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์หรือมาตรฐาน เพื่อแสดงถึงความสำเร็จของโครงการ

    3.3 การนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ (Research Utilization) หมายถึง นักวิจัยควรมีความรู้ในระดับมหภาค เพื่อสร้างกลไกในการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในบริบทของเศรษฐกิจและสังคม โดยการที่จะสามารถนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริงนั้น นักวิจัยจำเป็นจะต้องมีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ สามารถสร้างการยอมรับจากหน่วยงานที่เป็นผู้ใช้ประโยชน์งานวิจัย มีความรู้ในเชิงธุรกิจและนโยบายสาธารณะ มีความเข้าใจบริบททางสังคมและวัฒนธรรม รวมทั้งผลกระทบของงานวิจัยในวงกว้าง

    4. สมรรถนะด้านการสื่อสารงานวิจัย (Adaptable Research Communication) หมายถึง การใช้ความรู้และทักษะที่เกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อเข้าถึงแหล่งทุนในการวิจัยและเผยแพร่งานวิจัย โดยใช้ทักษะทั้งในส่วนของทักษะการเขียน การสนทนา การสร้างเครือข่าย การสื่อสารระหว่างบุคคล ทั้งนี้ความสามารถด้านภาษาและการสื่อสารเป็นมากกว่าเพียงการเตรียมข้อมูลเพื่อเผยแพร่ เพราะการสื่อสารความคิดเพื่อให้ผู้รับข้อมูลทุกระดับเข้าใจได้ง่าย ถูกต้อง ครบถ้วนนั้นเป็นสิ่งสำคัญในการสื่อสารเชิงวิชาการ

    4.1 การเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อการวิจัย (Research Funding Acquisition) หมายถึง ความสามารถของนักวิจัยในการได้รับทุนวิจัยจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยอาศัยทักษะในการติดต่อสื่อสาร ทั้งความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลในองค์กรและนอกองค์กร และการสร้างเครือข่ายนักวิจัย
    1. ทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคล (Interpersonal Skills) หมายถึง การติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ร่วมวิจัยด้วยกันเอง และระหว่างผู้วิจัยกับบุคลากรในองค์กรและองค์การภายนอก โดยเมื่อต้องสนทนาในประเด็นที่ละเอียดอ่อนหรือต้องการต่อรอง เพื่อลดความขัดแย้งและรักษาบรรยากาศอันดี การสังเกตและให้ความสนใจต่อรูปแบบ อารมณ์ โทนเสียง และท่าทางของคู่สนทนาเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลยเพื่อตอบกลับ/แสดงท่าทีที่เหมาะสม
    2. ทักษะการสร้างเครือข่าย (Networking Skills) หมายถึง ทักษะการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างเครือข่ายในอาชีพเดียวกันและต่างสาขาอาชีพ โดยการสร้าง/รักษาความสัมพันธ์และความไว้วางใจกับหัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน และคนนอกองค์กร ด้วยวิธีสื่อสารอย่างไม่เป็นทางการ หรือการส่งอีเมล์ด้วยถ้อยคำที่เหมาะสม ต้องคำนึงถึงเงื่อนไขด้านเวลาและความต้องการของผู้อื่น รักษาความลับของข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น มีข้อตกลงร่วมกันร่วมกัน การมีเครือข่ายที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันจะทำให้การแก้ปัญหาเมื่อเกิดความขัดแย้งง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

    4.2 การเผยแพร่ผลการวิจัย (Research Finding Dissemination) หมายถึง การเผยแพร่ผลการวิจัยออกสู่สาธารณะทั้งในรูปแบบของการนำเสนอด้วยวาจาและการนำเสนอด้วยการเขียนรายงานการวิจัย ซึ่งต้องอาศัยทั้งทักษะการเขียน ทักษะการพูด และความสามารถทางภาษา
    1. ทักษะการเขียน (Writing Skills) หมายถึง ทักษะการเขียนงานวิจัยตามลักษณะผู้รับสารเพื่อให้เกิดการรับรู้ที่ตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้เขียน ประกอบไปด้วยการเขียนเพื่อเผยแพร่งานวิจัย การเขียนข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับทุนวิจัยจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน (เช่น มูลนิธิ) และการเขียนเพื่อการพัฒนาในสายอาชีพ ได้แก่ ประวัติส่วนตัว งานวิจัย ประสบการณ์ด้านการสอน แฟ้มสะสมงาน และจดหมายรับรอง โดยต้องมีเทคนิคการเขียนและการอ้างอิงเอกสารที่สมบูรณ์ ถูกต้อง น่าเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับในวงวิชาการทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ
    2. ทักษะการพูด (Speaking Skills) หมายถึง ทักษะการพูดเพื่อนำเสนองานวิจัยต่อสาธารณชน ทั้งการนำเสนอในรูปแบบการอธิบายโปสเตอร์ และการนำเสนอในการประชุม/สัมมนา
    3. ความสามารถทางภาษา (Language Proficiency) หมายถึง ทักษะการพูด อ่าน และเขียนภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆ ที่จำเป็น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการทบทวนวรรณกรรม การเก็บข้อมูลการวิจัย และการเผยแพร่งานวิจัย

    5. สมรรถนะด้านคุณลักษณะส่วนบุคคล (Personal Quality) หมายถึง คุณลักษณะและทักษะในการจัดการ รวมถึงทัศนคติของบุคคลที่ส่งผลให้การดำเนินการวิจัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนักวิจัยจะต้องเตรียมความพร้อมและรู้จักลำดับความสำคัญ มีความมุ่งมั่นในงาน ความสามารถในการจัดการเวลาและการตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลง อีกทั้งสามารถสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัว (Work-life Balance) ได้ โดยสามารถแบ่งเป็น 6 ทักษะย่อย ได้แก่

    5.1 ทักษะความเป็นผู้นำและการจัดการ (Leadership and Management Skills) หมายถึงความรู้และทักษะที่เกี่ยวกับเรื่องการจัดการและภาวะผู้นำ ซึ่งรวมไปถึงความสามารถในการจัดการโครงการ ดังนั้นการพัฒนารูปแบบการเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพและทักษะการบริหารจัดการมีความสำคัญต่อความก้าวหน้าในอาชีพ ลักษณะของผู้นำที่เหมาะสมกับช่วงเวลาและสถานการณ์ต่างๆ จะเป็นประโยชน์ต่อบุคลากรและองค์กรในการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยผู้นำต้องสามารถจัดการกับโครงการ งบประมาณ และบุคลากรได้ การเป็นผู้นำที่ดีนั้นเปรียบได้กับตัวช่วยในการทำงานของบุคลากรในฐานะที่ปรึกษาและเพื่อนร่วมงานที่มีคุณภาพ ทักษะความเป็นผู้นำและการจัดการสามารถแบ่งเป็น 3 ทักษะย่อย ได้แก่
    1. การร่วมแรงร่วมใจกันทำงานกับการทำงานเป็นทีม (Collaboration and Teamwork) หมายถึง การทำงานร่วมกับผู้อื่นเพื่อให้การวิจัยสำเร็จลุล่วงไปได้ โดยอาศัยภาวะผู้นำและความสัมพันธ์ของคนในทีม ให้ความสำคัญและเคารพสิทธิส่วนบุคคล ความชอบ ค่านิยม ความเชื่อ ภาษา คำนึงถึงความต้องการที่หลากหลาย สนับสนุนและเคารพสิทธิของผู้ให้ข้อมูล เปิดกว้างสำหรับการมีส่วนร่วมในงานวิจัย คำนึงถึงผลกระทบจากสภาพแวดล้อมที่อาจเกิดในการวิจัย สร้างความไว้วางใจระหว่างผู้ปฏิบัติงานในทีม พร้อมทั้งสนับสนุนการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพ
    2. ภาวะผู้นำ (Leadership) หมายถึง การมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ รู้จักประยุกต์ใช้ทักษะเพื่อการประเมินตนเอง ตระหนักในความสามารถของตนเอง และข้อดีข้อเสียของตนเอง เข้าใจลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคล สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ตนเองและผู้อื่นได้ มีการคิดเชิงนวัตกรรม ผู้นำที่ดีจะต้องมีทักษะในการทำงานร่วมกับบุคคลที่มีลักษณะแตกต่างกัน ชัดเจนในเป้าหมาย เข้าใจในวิสัยทัศน์ระยะยาวขององค์กรและช่วยให้บุคลากรเห็นความสำคัญในหน้าที่ของตนเองและแนวทางการพัฒนาความก้าวหน้าในอาชีพ โดยผู้นำที่ดีต้องเลือกใช้ภาวะผู้นำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับบุคลากร
    3. การบริหารจัดการเวลาและทรัพยากร (Time and Resource Management) หมายถึง นักวิจัยต้องมีทักษะในการบริหารที่ยอดเยี่ยม โดยสามารถจัดการกับทรัพยากรในการวิจัย กล่าวคือ บุคลากร เวลา เงินทุน ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ และวัสดุอุปกรณ์ เพื่อทำให้ผลงานวิจัยเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

    5.2 ทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) หมายถึง การอ่านและการเขียนข้อความดิจิทัล ทักษะการทำงานที่จำเป็นในการดำเนินการและการสื่อสารด้วยเทคโนโลยีและสื่อ ตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยีและสื่อที่มีผลกระทบ รวมไปถึงความสามารถที่จะวิเคราะห์และประเมิน ความรู้ที่มีอยู่ในเว็บไซต์

    5.3 เชาว์อารมณ์ (Emotional Resilience and Intelligence) หมายถึง ความสามารถในการจัดการความคิด ความรู้สึก ชีวิตและจัดการภาวะเสี่ยงของแต่ละบุคคล เพื่อเป็นเครื่องมือเมื่อต้องเผชิญปัญหาและฝ่าฟันอุปสรรค

    5.4 ความคิดเชิงสร้างสรรค์และเป็นระบบ (Creative and Systematic Thinking) หมายถึง การขยายขอบเขตความคิดออกไปจากกรอบความคิดเดิมที่มีอยู่สู่ความคิดใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อค้นหาคําตอบที่ดีที่สุดให้กับปัญหาที่เกิดขึ้น โดยการคิดเชิงสร้างสรรค์เป็นการคิดเพื่อการเปลี่ยนแปลงจากสิ่งเดิมไปสู่สิ่งใหม่ที่ดีกว่า ซึ่งจะได้ผลลัพธ์ที่ต่างไปโดยสิ้นเชิงหรือที่เรียกว่า "นวัตกรรม" (Innovation) โดยใช้การคิดอย่างเป็นระบบที่อาศัยทักษะความคิดและทำงานอย่างเป็นขั้นตอน มีเหตุมีผล สามารถเข้าใจเรื่องต่างๆ ได้อย่างบูรณาการ และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ต่างๆ ที่มีความซับซ้อนได้เป็นอย่างดี เรียนรู้และตระหนักถึงความเสี่ยง พร้อมทั้งเห็นแนวทางในการป้องกัน ทำให้ผลของการคิดหรือผลของการแก้ปัญหาที่ได้นั้นมีความถูกต้อง แม่นยำและรวดเร็ว

    5.5 ความคิดเชิงรุก (Proactive Mindset) หมายถึง ความสามารถในมองเห็นโอกาสและเครือข่ายแห่งการพัฒนางานวิจัยโดยยึดถือประโยชน์ต่อส่วนรวมเป็นสำคัญ มีการคาดเดาอนาคตและวางแผนล่วงหน้าอย่างละเอียดรอบคอบ รับผิดชอบ ใช้สติเป็นที่ตั้ง เพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ และสามารถรับมืออย่างเหมาะสมกับความท้าทายใหม่ๆ ได้

    5.6 การจัดการตนเอง (Self-Management) หมายถึง การรับรู้และยอมรับตนเอง ในแง่ของคุณภาพ ความสามารถ ความรู้สึก ความคิด ซึ่งควบคู่ไปกับการประเมินตนเองเพื่อกำหนดความนับถือตนเอง (Self-Esteem) จนนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพของตนเองให้เหมาะสมและดีขึ้น ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างเวลางานและเวลาส่วนตัว สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลง สร้างแรงบันดาลใจและรับผิดชอบชีวิตของตนเองได้เป็นอย่างดี